"ฝนแรกฤดู [ฤดูแห่งการก่อเกิดจินตนาการ]"

 

 

 

วันนี้ เราตื่นนอนช้าไปสักหน่อย

งัวเงีย ขยี้ตาชำเลืองดูนาฬิกาดิจิตอลบนโต๊ะเขียนหนังสือข้างๆเตียงนอน

15:21

เราไม่ได้ตั้งเวลาในนาฬิกาผิด

มันเดินตามเวลาที่เป็นจริงบนโลกใบนี้อย่างสมเหตุสมผล

15:21

15:22

15:23

15:24

.

.

.

15:33

เราใช้เวลาจ้องมองนาฬิกาเรือนนั้นอยู่สักพัก

ความงัวเงียจากการโหมเล่นอินเตอร์เนตของคืนก่อนค่อยๆสร่าง

 

ขณะนี้ฝนตกหนักมาก

จนละอองเม็ดฝนกระเซ็นผ่านร่องแคบๆของบานเกล็ดหน้าต่างเข้ามาในห้องของเรา

นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้...........

แต่มันคงนานพอที่จะทำให้เตียงของเราเปียกได้เกือบครึ่ง

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราสนใจอะไรเลย!!

เราไม่สนใจว่าฝนตก

เราไม่ได้ยินเสียงฝนที่กระทบกับหลังคาบ้าน

เราไม่สนใจว่าฝนกระเซ็นเข้ามาจนทำให้เตียงเปียกชื้น

เราหลับและตื่นขึ้นอย่างไม่รู้ว่าจะสนใจอะไร

และฝนก็ยังคงตกอยู่, เราคิด...........

 

[ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว....

เป็นการย้อนความทรงจำจากจุดๆหนึ่ง

จุดที่เราเรียกมันในขณะนี้ว่า "ปัจจุบัน"

มองไปสู่จุดปลายทางอีกจุด

จุดปลายทาง ที่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วเคยถูกเรียกว่า "ปัจจุบัน"

ภาพของความทรงจำอาจไม่สมบูรณ์

เหมือนรูปถ่ายที่ผ่านกาลเวลาและระยะทางมาอย่างยาวนาน

ย่อมมีซีดจางและขาดกร่อนไปตาม "ความเป็นไป"

และตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ร่องรอยของอดีตมีการเปลี่ยนแปลง

ก็คือ "การเก็บรักษา" ความทรงจำ

เราไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากได้ว่าเราเก็บรักษามันไว้ในที่ที่เหมาะสมที่สุด

เพราะบางทีที่เราเองละเลยภาพของความทรงจำบางภาพไป

จนทำให้ความทรงจำเก่าๆของเราไม่เหมือนเดิม]

 

เราย้อนกลับไป.........

ณ ช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเรายังสดใส และร่าเริง

เหมือนๆกับดอกไม้สดยามแรกฤดูฝน

ในความเลือนราง เราจำได้ว่าเราคือ "เด็ก"

เด็กผู้อ่อนวัยในความคิด ละมุนในทุกอณูของความรู้สึก

เรา "ซึม" และ "ซับ" ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนต่อโลกใบนี้

เหมือนดอกไม้ที่ "ซึม" และ ซับ" ความชุ่มชื่นของหยาดฝน

คล้ายว่าฝนช่างอาทรต่อดอกไม้เหล่านั้นเหลือเกิน

 

"ฝนแรก" ของปีนั้น

ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา

และที่สุด เรารู้สึกได้เลยว่า เรารักฤดูฝน

เรารักฝนที่กระจายสาย ผลิเม็ดน้ำอันใสสะอาด

โปรยสายน้ำอันฉ่ำเย็นลงมาสู่พื้นดิน

ชุ่มฉ่ำในหัวใจ รินไหลในความรู้สึก...

 

เรารักฤดูฝน เรารักด้วยความรู้สึก

เราร่าเริง เราสดใส

ตอนที่ฝนตกหนักๆ...

เราชอบชงโกโก้ร้อน ทำขนมปังปิ้งใส้แยมมาร์มาเลดทาน

ถ้าจะให้ดี มีผ้านวมหนาๆสักผืนมาห่อตัว เปิดเพลงที่เราชอบฟัง

ฤดูฝนจึงเหมือนกับฤดูแห่งความสุขของเรา

เรามีความสุข, เคยมีความสุข!!!

และเมื่อเรามีความสุข เราก็มีจินตนาการ

 

จึงช่วงแรกฤดูฝน, เรามีจินตนาการ

เรานิยามให้ "ฤดูฝน" แทนความหมายนัยของ "ฤดูแห่งการก่อเกิดจินตนาการ"

และในตอนนั้นเองที่จินตนาการของเราถูกปลุกขึ้น

จินตนาการของเราไม่ได้โดนปลุกด้วยเสียงของนาฬิกาปลุกดิจิตอล

มันไม่ได้ตื่นเองเพราะต้องตื่นในเวลาหกโมงเช้าของทุกวันเหมือนเรา

มันหลับใหลนานเป็นวันวัน

บางทีก็เป็นเดือนที่มันไม่เคยตื่นขึ้นมา

 

เรารู้สึกว่าจินตนาการตื่นแล้ว!!!

เรา, เราอยู่คนเดียว ในพื้นที่เล็กๆที่เราคุ้นเคย

แต่จินตนาการของเราโลดแล่นไปไกลกว่านั้น

จินตนาการโบยบินไปในต่างสถานที่

ทักทายกับมิตรสหายที่เราต่างบังเอิญพบกัน

เราจึงได้รู้จักกับ "มิตรภาพ"

ว่ากันว่า...

การที่เราจะรู้จักและเข้าใจ "ใคร" สักคนอย่างลึกซึ้ง

เราจะต้องรู้จัก "ตัวตนของตัวเอง" ให้ดีเสียก่อน

แหละจินตนาการสอนให้เรารู้จักและเข้าใจ "ตัวเอง" มากขึ้น

มันจึงทำให้เราเองรู้จักและเข้าใจ "บุคคลแปลกหน้า" อีกหลายๆคนมากขึ้นเช่นกัน

.......กลายเป็นความมหัศจรรย์

อย่างที่หลายๆคนบอกไว้ ว่าจินตนาการคือสิ่งมหัศจรรย์

เราเชื่อในพลังของ "จินตนาการ"

เราศรัทธา และหลงรักในจินตนาการ

และเราดีใจที่สุด ที่ช่วงเวลาหนึ่ง เราเคยมีมันอยู่....

 

 

จู่ๆ ฝนแรกแห่งฤดูก่อตัวเป็นพายุฝน

ลมที่เต็มไปด้วยไอของความหนาวเย็นก็ยิ่งโหมพัดแรงขึ้น

หนาว และ เย็น.....มากขึ้น มากขึ้น.....

เรานิ่งเงียบภายใต้ความหนาวเย็นนั้น

รู้สึกเหมือนว่าพายุฝนกำลังกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับเรา

แผ่วเสียงกระซิบ เราพอจับใจความได้ อาจเลอะเลือนไปบ้าง

พายุฝนบอกให้เราต้อง "เติบโต" ไปตามเวลา

เติบโต...เติบโต...เติบโต...

เราทำตามที่พายุฝนกระซิบบอก

เราจึงสนใจเพียงการเติบโต...ตามเวลา.....

 

...

...

...

...

...

...

...

 

ฝนแรกฤดูของปีนี้....

หากจะนับตามกฎเกณฑ์ของเวลา

เราคงผ่านการเติบโตมาแล้วเกือบๆหนึ่งปี

ทว่านั่นเป็นการเติบโตเพียงการล่วงผ่านกาลเวลา

จริงๆแล้วเราเชื่องช้าต่อการเติบโต เราอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง

เพราะเราไม่ได้เติบโตไปตาม "จินตนาการ"

และ "จินตนาการ" ก็ไม่ได้เติบโตไปพร้อมๆกับเรา

จินตนาการของเราค่อยๆซีดจางลงตามกาลเวลาที่เราเติบโตผ่าน

จนวันนี้...วันฝนแรกฤดูของปีปัจจุบัน

จินตนาการของเราจึงเลือนหายไปอย่างที่เราไม่รู้ตัว.......

ปีนี้.... ฤดูฝนจึงมิใช่ "ฤดูแห่งการก่อเกิดจินตนาการ"

และก็คงจะเป็นความจริงสำหรับปีอื่นๆด้วย

เราว่า -

สำหรับเรา คงไม่มี "ฤดูแห่งการก่อเกิดจินตนาการ" อีกต่อไปแล้ว

เราเศร้าใจจริงๆ..........จริงๆนะ..........

 

 

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

............แปะ แปะ..................

 

 

เตียงนอนของเราเปียกชื้นไปทั้งเตียงแล้ว

เรานิ่งเงียบ ฟังเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาบ้าน

แต่เราไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งใดๆเลย

คงเป็นเพราะความชาชิน ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของเรา......

หูของเราไม่ได้ยินเสียงฝนอีกแล้ว

คงเป็นเพราะเราขาดจินตนาการ.......

เม็ดฝนกระเซ็นผ่านช่องบานเกล็ดของหน้าต่าง....เม็ดแล้วเม็ดเล่า

บางเม็ดฝนก็กระเซ็นมาสัมผัสกับผิวกายของเรา

ทว่าเราไม่รู้สึกถึงความสดชื่นเหมือนก่อน

นั่นก็คงเป็นเพราะเราขาดจินตนาการอีกเช่นกัน.......

เรานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงที่เปียกชุ่ม

สายตาเราจ้องมองตัวเลขสีแดงที่สะท้อนแสงออกมาจากนาฬิกาดิจิตอลเรือนนั้น

ตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลง....

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ซ้ำซาก และวนเวียนอยู่ทุกๆวัน เป็นเดือนๆ ปีๆ

15:45

15:46

15:47

15:48

.

.

.

.

.

16:16

.....

....

....

....

คงไม่มีใครรู้หรอกว่า.....

ตอนนี้,  เรากำลังร้องไห้แข่งกับสายฝนแรกฤดูนี้อยู่..........

 

 

 

:::แด่...จินตนาการของเราที่ หลับไหล และ ไม่หายใจ:::

 

 

 

 

 

 คำอธิบาย

"ฝนแรกฤดูฯ"  หนึ่งในบทความชุด "เหมือนว่าเรากำลังจะขาดจินตนาการ" ซึ่งผมกำลังเขียนเป็นบทความที่เป็นชุดซีรี่ย์ชุดแรกของผมครับ

คาดว่าน่าจะรวมชุดแล้วเสร็จ (ไม่ได้รวมเล่มขายนะค้าบ) ประมาณ 2-3 เดือนนี้ครับ

โดยส่วนตัวแล้ว การเขียนบทความหรืองานเขียนประเภทกึ่งเรื่องสั้นนั้น ไม่ค่อยจะถนัดเท่าที่ควรครับ

แต่อยากจะลองเปลี่ยนแนวทางการเขียนดูบ้าง อย่างน้อยมันก็คือการได้ฝึกฝีมือของเราครับ

ฝากดูแลเหล่าตัวอักษรน้อยๆของผมด้วยนะครับ

 

จากหัวใจ โกธิค แดน. 

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เจิมตัวเองก่อนดีกว่า

ตั้งใจเขียนมากๆ

เฮ้อ จบไม่ค่อยสวยเล้ยยsurprised smile
ปลุกจินตนาการขึ้นมาใหม่สิคะ surprised smile


ใครว่าจบไม่สวย ... สวยออกค่ะ ตรงจากใจเลยนี่นา big smile
นึกว่าคนแรกเสียใจจัง

เขียนดีนะคะ แต่ว่าคนเราน่ะถ้าจะให้มีจิตนาการมันต้องมีแรงบรรดาใจ

เหมือนการจะคิดอะไรซักอย่าง เราก็ต้องมีความสงสัย นั้นล่ะแรงบรรดาใจ

จิตนาการน่ะหมายถึงการเฝ้าฝันนะ ถ้าทำได้เค้าไม่เรียกจิตนาการนะหนู

ก็เพราะเด็กๆสดใส ช่างสงสัยในทุกสิ่งไงล่ะ ถึงได้มีจิตนาการ.

#4 By 9 (58.8.160.8) on 2008-05-01 04:04

เราเกิดกลางฤดูฝนค่ะ จึงเป็นคนชอบสายฝน

สายฝนที่โปรยปรายอาจทำให้ใครบางคนรู้สึกเหงา

แต่สำหรับเรา เหมือนกับมีเพื่อนมาล้อเล่นอยู่ข้างกาย

เพื่อคลายความเหงาให้กับเรา

และบางครั้ง ...
เราก็หลอกตัวตัวเองว่าน้ำตาที่หยาดไหลเป็นแค่หยาดน้ำฝนเท่านั้น ..

#5 By Aquamarine on 2008-05-07 20:09

เรียกกันพี่ไปๆมาๆ น่ารักดี =) พี่ต้องเตรียมตัวมากๆเลยนะคะ สู้ๆนะ รอร่วมแสดงความยินดีค่ะ
มองสายฝนที่หล่นมาจากฟากฟ้าทีไรน้ำตามันก็จะไหลสะดื้อๆทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรให้คิด

ปล.ฤดูฝนเป็นฤดูคนเหงามากที่สุดอิอิquestion

ปล.1 เขียนได้ดีมากเลยคะอ่านทีซึ้งเลยแหะๆ confused smile

เคยฟังเพลง puff the magic dragon มั๊ยครับ เป็นแบบนี้เลย เด็กคนหนึ่งไม่สนใจของเล่นของตนเมื่อโตขึ้น ทำให้เจ้าของเล่นนั้นร้องไห้

แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะว่า จิตนการและความไร้เดียงสาจะยังอยู่ไปกับเราชั่วชีวิต แม้ว่าเราจะสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เสียความรู้สึกไปนี่นา

และเมื่อเรารู้สึก ทุกอย่างก็จะสวยงาม
เหมือนกับหยดน้ำตาเม็ดแรกของฤดูกาลที่ไร้ความฝัน

เขียนดีครับ ใช้คำที่เหมาะกับความรู้สึกเหลือเกิน แต่ผมว่าบางประโยคมันยังไม่กระชับ แต่จะติดตามไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรวมเล่ม

#8 By Crozzax on 2008-05-11 19:46

"...หยาดฝนที่หล่นฟ้า
คือคุณค่า คือความขลัง
ปลุกใจให้เป็นพลัง
ปลุกความหวังให้แวววาม..."

หวังว่าลมพายุฝนที่พัดกระหน่ำอยู่นั้นจะผ่อนซาลงในเร็ววัน
และอย่าได้พักพาเอาจินตนาการปลิวไปด้วยเลย

มาร่วมเก็บจินตนาการครับ big smile

#9 By รัตนาดิศร on 2008-05-11 20:10

แต่ผมเป็นคนเบื่อสายฝนแฮะ
วันที่ฝนตก เหมือนวันที่โลกเหงา

#10 By ปิงกรู on 2008-05-12 16:02

แน่นอนว่าจินตนาการ 'ในอดีต' ย่อมไม่ได้เติบโตพร้อมกับเราซ้ำยังซีดจาง ทว่าเวลาที่ผันผ่านกลับฝังจินตนาการลึกลงไปในตัวเราทำให้มันแปรสภาพเป็นแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตโดยไม่รู้ตัว และรอเวลาให้เราทาสีใหม่ให้กับมันอีกครั้ง

และจินตนาการเก่าเก็บอันถูกหลงลืมเหล่านั้นเอง ที่จะช่วยเป็นฐานให้จินตนาการใหม่ได้ต่อยอด

หากยังระลึกได้ จินตนาการจะไม่เคยหายไปไหน

....

ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ big smile

#11 By Seta Brahms on 2008-05-17 11:01

ตั้งใจเขียนมากจริงๆ

อย่าดองบล็อกให้นานเกินไป มิดี มิดี big smile

#12 By Dream-Box on 2008-05-20 11:50

สวย

#13 By PUMP201 on 2008-06-04 06:27

แวะมาทักทาย และร่วมดูแลตัวอักษร

วันนี้ฝนไม่ตก แต่แดดสวย

พี่เคยไปค่าย และสอนเด็กเรื่องจินตนาการ
ตอนหลังได้ทบทวนก็คิดว่า ไม่จำเป็นต้องสอน เด็กมีจินตการอยู่แล้ว และกลายเป็นเค้าสอนเรา หรือบางทีการอยู่กับเด็ก ๆ เราก็ได้รับแบ่งพลังจินตการโดยไม่รู้ตัว

บางครั้งคิดว่า ที่โลกให้จินตการกับเด็กไว้มากมาย ก็เพื่อปกป้องเค้าจากความโหดร้าย ให้เค้ามีที่ทางของใจล่ะมั้ง

จินตนาการอาจไม่ได้หยุดหายใจ แค่เผลอหลับไป เพราะอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะแก่การเติบโต ถ้าหาที่นั้นเจอ ก็คงงอกงามได้อีก แค่อย่าลืมหาเท่านั้นแหละ พี่ว่านะ

ขอบคุณที่ไปคอมเมนต์จ้า
ว่าง ๆ หาเวลานั่งรถไฟสิ บ่อย ๆ จินตนาการก็ผุดขึ้นมาระหว่างอยู่บนรถไฟนะ big smile

#14 By ระหว่างทาง on 2008-06-22 13:44